อ่านเหอะ พูดภาษาอังกฤษได้ ชีวิตเปลี่ยน

อ่านเหอะ พูดภาษาอังกฤษได้ ชีวิตเปลี่ยน

หลายคน อยากเก่งภาษาอังกฤษ แต่อาจปิดโอกาสตัวเอง ด้วยความคิดว่า “ไม่มีโอกาสเจอฝรั่ง ไม่มีโอกาสไปเมืองนอก” วันนี้ ผมจะมาแชร์วิธีสำหรับ “ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ให้คล่องได้ด้วยตัวเอง” ใช้เวลาแค่ 10 นาที ในแต่ละวัน…แบบไม่ต้องรอฝรั่งที่ไม่ได้เจอทุกวัน และ ไม่ต้องรอโชคชะตา ให้ได้ไปเมืองนอก!

ก่อนอื่น ขอเล่าก่อนนะครับว่า ผมเองเคยคร่ำเคร่งเรียน และอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ชอบท่องไวยากรณ์และศัพท์มากๆ แต่สิ่งที่ต้องเจอกับตัวคือ เวลาที่ต้องคุยกับฝรั่ง “จะคิดประโยคคุยไม่ได้ทันที กว่าจะคิดประโยคได้ ก็ช้ามากๆ”

จนในที่สุดก็ได้พบกับคำตอบว่า… เราเอาแต่ใส่ความรู้เข้าหัว (ยิ่งอยากเก่ง ยิ่งต้องท่องเยอะๆ เรียนหนักๆ)… แต่ไม่เคยเอาความรู้มาลองใช้จริงเลย มันก็ไม่ต่างอะไรกับ การเรียนวิธีว่ายน้ำ แต่ไม่เคยกระโดดลงน้ำเลย (และพอไม่ได้ลงน้ำสักที นานๆเข้า ก็ลืมวิธีว่ายน้ำไปเฉยเลย)

ผมเริ่มพยายามลองหาวิธีฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง และก็ได้พบว่า การ “self-talk” หรือการ “คุยกับตัวเอง” นี่แหละ คือเทคนิคที่ดีมากๆสำหรับการฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง!

ในช่วงแรกที่ฝึก self-talk ผมก็ฝึกแบบมั่วๆ ที่ไม่มีทิศทางอะไรชัดเจนหลายครั้ง ไม่รู้จะพูดถึงอะไร และค่อยๆหมดไฟที่จะ self-talk ไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว

จนได้มาลองนึกถึงสมัยที่เรียนในโรงเรียน นึกขึ้นมาได้ว่า ครูวิชาภาษาอังกฤษให้การบ้าน “เขียนไดอารีภาษาอังกฤษ 5 บรรทัด” และส่งให้ตรวจทุกคาบเรียน
และนั่นก็เป็นเหมือนการเริ่มต้นเขียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองที่ยาวที่สุดในสมัยเรียนในโรงเรียน เท่าที่จำได้

การเขียนไดอารีนั้นดีต่อการฝึกฝน ฝึกใช้ภาษาอังกฤษมากๆ แล้วทำไม เราต้องเขียนไดอารีอย่างเดียว?  ทำไมไม่ลองเล่าไดอารีออกมาสดๆเป็นภาษาอังกฤษเลยดูละ?

เห้ย… “ไดอารีพูดได้”!!

ใช่ครับ “ไดอารีพูดได้” นี่แหละ ที่ผมตั้งชื่อให้เอง และให้การบ้านตัวเองทุกวันเป็น การพูดไดอารีวันละ 1 บท

เอาละ ไม่รอช้า… เรามาดูแนวทางในการ “พูดได้ทุกวัน และฝึกพูดบ่อยๆจนชินได้” กันเลยดีกว่า

ขอสรุปแนวทาง “ไดอารีพูดได้” ที่ผมใช้มา เป็น 5 ข้อนี้นะครับ

1. คำถามที่เราคุยกับตัวเองให้เป็น ไดอารีพูดได้ เริ่มจากที่นี่…
** 5W 1H : WHO? WHAT? WHERE? WHEN? WHY? HOW? **

ตัวอย่างคำถามนะครับ:
WHO did you meet, and what did you do together?
WHAT did you have for breakfast / lunch / dinner? HOW was your meal?
WHAT time did you wake up?
WHAT time did you sleep last night?
WHAT did you do today?
WHERE did you go?
WHEN will you go to sleep tonight?
HOW did you go to the school / work?
HOW do you feel today?
HOW was your day?
และอื่นๆอีกมากมาย

วิธีในการเล่าไดอารีของเราในแต่ละวัน
ง่ายๆแค่ “เวลาไม่รู้จะพูดอะไร ไม่มี topic ให้ตัวเองพูด ก็ตั้งคำถามตัวเองทีละคำถามไปเรื่อยๆ”

โดยรวม จะเป็นเหมือนการบ่นไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องทั่วไปที่เราเจอมาทั้งวัน หลักๆมีอยู่เท่านี้ครับ
– ทำอะไรมาบ้าง / บรรยายถึงกิจกรรมที่ทำ
– เล่าถึงความรู้สึกต่างๆที่เจอมา
– บรรยายถึงคนที่เราเจอ หรือ ทำกิจกรรมร่วมกัน
– เล่าถึงแผนการต่างๆที่จะทำในวันนี้หรือพรุ่งนี้

ตัวอย่างประโยคคร่าวๆ ให้เป็นไอเดียสำหรับไดอารีพูดได้นะครับ (เวลาพูดจริง จะมีความเป็นภาษาพูด (Spoken English) และสาธยายเยอะแยะมากกว่านี้ครับ)
Today, I woke up at 7 o’clock.
It was really hard for me to get out of bed.
I had cereals and yogurt for breakfast.
My dad drove me to the school.
The traffic was terrible.
I arrived at the school about 5 minutes late.
I had 3 classes today, and I enjoyed every class.
I took a bus back home.
I bumped into an old friend on the bus.
We were both surprised.
I hadn’t seen her in years.
We had so much fun talking about the past.
…. (พูดเล่าเรื่องต่อไปเรื่อยๆครับ ไม่ต้องมีประโยคจบ )

2. วิธีการฝึก เน้นทำทุกวัน จนเป็นนิสัย ** อย่างต่ำ วันละ 10 นาที **
10 นาที เป็นตัวเลขที่ผมพบว่า “ช่วงเริ่มต้น” เหมาะสมที่สุดแล้วครับ (อิงจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ฝึกมานะครับ) เพราะ หากมากกว่านี้จะทำให้เราหักโหมหนักๆ เคร่งเครียด เราก็จะรู้สึกไม่อยากพูด จนหมดไฟได้ ***ค่อยๆเป็น ค่อยๆไปในช่วงแรก พอเราเริ่มชินแล้ว เราก็จึงปรับเวลาให้นานขึ้นเรื่อยๆครับ***

แนะนำจากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ…ผมพบว่าการหาเวลาที่จะนั่งพูด หรือ อยู่ในห้องเงียบๆแล้วคุยกับตัวเองแบบตั้งใจมากๆ จะให้ความรู้สึกต่างไปจากการเดินไปพูดไปในสถานที่โล่งๆ
จะรู้สึกแปลกๆ แอบกดดันนิดๆ จะกังวล ประดิษฐ์ประโยคเวลาพูดมากครับ แต่พอฝึกคุยกับตัวเอง ระหว่างที่เดินอยู่ข้างนอก หรือระหว่างอยู่บ้านและทำกิจกรรมต่างๆคนเดียว มันจะพูดได้ลื่นไหล ผ่อนคลายกว่าเยอะ (อธิบายยากนิด… มันประมาณว่าไม่ได้ Feeling ครับ 55… ไม่รู้เป็นคนเดียวรึเปล่า)

*** นอกจากการพูดภาษาอังกฤษเป็นไดอารีพูดได้แล้ว ยังสามารถพูด self-talk ได้ตลอดวัน… คอนเซปต์ง่ายๆคือการ “บ่นทุกอย่างรอบตัวเป็นภาษาอังกฤษ” นั่นเอง… เน้นว่า “บ่นเป็นภาษาอังกฤษ” ครับ***

แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาพูดได้ละ?
ลองพิจารณา “เวลาเก็บตก” ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละวันระหว่างที่เราทำกิจกรรมต่างๆดูครับ  เวลาเหล่านี้ เราไม่เคยเห็นค่ามัน แต่จริงๆแล้ว เวลาเหล่านี้นี่แหละ โอกาสดีสำหรับการฝึกพูดภาษาอังกฤษเลย เช่น
– เวลาเข้าห้องน้ำ / อาบน้ำ
– ระหว่างเดินกลับบ้าน
– เวลาขับรถ
– เวลาทำกับข้าว
และเวลาอื่นๆที่อยู่คนเดียว

เพียงเท่านี้ ก็กำจัดข้ออ้างว่า “ไม่มีเวลาฝึก” และสามารถฝึกทุกวันจนเป็นนิสัยได้แล้วใช่มั้ยครับ!?

3. พยายามเปล่งเสียงออกมา พูดให้ดังๆทุกครั้ง ทลายกำแพง ” ภาษาอังกฤษในลำคอ”
จากประสบการณ์ส่วนตัว พบว่าคนไทยหลายๆคน อาจจะไม่มั่นใจเวลาใช้ภาษาอังกฤษ และมักจะ “พูดภาษาอังกฤษค่อยๆในลำคอ” อาจด้วยเพราะไม่มั่นใจเวลาออกเสียง อายเวลาพูดภาษาอังกฤษ และไม่มั่นใจว่าที่พูดถูกมั้ย การเปล่งเสียงออกมาเป็นภาษาอังกฤษดังๆบ่อยๆ จะช่วยทำให้เราพูดออกมาเสียงไม่อยู่ในลำคอ พูดได้อย่างมั่นใจได้ดีมากครับ

4. Just speak out! ** ไม่ต้องกลัวผิด ไม่ต้องกังวลไวยากรณ์ ไม่ต้องเน้นใช้ศัพท์หรู **
(คำไหน ประโยคไหนคิดไม่ออก แอบโน๊ตไว้ในใจ แล้วมา google ทีหลังได้)

5. หาเวลาศึกษาศัพท์และประโยคที่ใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยๆไว้เยอะๆ เป็น input
เพื่อนำมาสร้าง output ผ่าน “ไดอารีพูดได้” ของเราทันที จะได้จำได้แบบไม่ลืม หรือ ลืมยากๆได้

แถมข้อ 6 เพิ่มให้นะครับ
หากใครต้องการฝึก เรื่อง Tenses นะครับ สามารถฝึกการใช้ Tenses ได้จากการพูดกับคำถามเหล่านี้ครับ

อดีต
วันนี้เราทำอะไรมาบ้าง เจออะไรมาบ้าง?

ปัจจุบัน
วันนี้เรารู้สึกยังไง?
เราคิดเห็นต่อสิ่งต่างๆที่เจอยังไงบ้าง?

อนาคต
เราจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้?

ทำแค่นี้ ทุกวัน ก็เหมือนเข้าคลาส speaking ทุกวันแล้วครับ เรามีเรียนกันในห้องมาเยอะแล้ว ลองเอาความรู้ที่เรียน มาลองใช้ ลองพูดกันครับ เทคนิคนี้ ได้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน แบบเน้นๆ ใช้ได้จริง ใช้ได้ทันทีครับ

ทั้งหมดนี้ ทุกคนทำได้ และไม่ยาก มีเวลาแค่ 10 นาทีต่อวันก็ฝึกได้แล้วสู้กันต่อไป! พบกันบทความ HOW TO ภาษาอังกฤษแบบจับมือชี้เป้า 1 2 3 ได้อีกเร็วๆนี้ครับ

ปล. ทำใจนิดครับ ถ้าใครแอบเห็น แล้วจะมองว่าบ้า พูดคนเดียว..
ถ้าอยากเนียนก็เอา Bluetooth Headset อุดหู ทำเหมือนคุยโทรศัพท์เนียนๆได้ครับ หัวเราะ

อ่านเหอะ พูดภาษาอังกฤษได้ ชีวิตเปลี่ยน
Scroll to top